Neapolitan Tailoring Anatomy:
สูทสไตล์อิตาลีกับรายละเอียดที่คุณควรรู้

Neapolitan Tailoring  หรือสูทสไตล์ “นีอาโปลีตาน” ที่หลายคนเรียกกันจนติดปากว่าสูทสไตล์อิตาเลียนไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงคุณลักษณะสำคัญที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่านี่คือสูทนีอาโปลีตาน 
Neapolitan Suit by Sartoria Raffaniello

Neapolitan Tailoring  หรือสูทสไตล์ “นีอาโปลีตาน” ที่หลายคนเรียกกันจนติดปากว่าสูทสไตล์อิตาเลียนไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงคุณลักษณะสำคัญที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่านี่คือสูทนีอาโปลีตาน

สไตล์ของสูทนีอาโปลีตาน:  The Appearance of Neapolitan Suit

เรามาเริ่มกันที่ส่วนโครงสร้างซึ่งเป็นส่วนที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดโดยไม่ต้องลงรายละเอียดมากนัก เอกลักษณ์ตรงจุดนี้คือคำว่า “Soft-Tailoring” ลักษณะการตัดเย็บแบบนี้จะมีแค่ผ้าแคนวาส ผ้าสำหรับเนื้อสูทไม่ว่าจะเป็นวูล ลินิน และอื่นๆ ตามการเลือกสรร และอาจจะมี Wading บางๆ สำหรับหัวแขน ซึ่งจุดเด่นดังกล่าวทำให้สูทสไตล์นี้แตกต่างจากสูทสไตล์อังกฤษที่เนี้ยบหมดจดด้วยการใส่ Padding เสริมโครงสร้างเพื่อทำให้สูทเรียบไร้ที่ติแต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสวมใส่ที่ไม่สบายเท่าไหร่ ซึ่งโครงสร้างสูทแบบนีอาโปลีตานจะไม่ใส่ส่วนนี้ (Padding) เท่ากับสูทฝั่งเกาะอังกฤษ โดยการปรับเปลี่ยนส่วนนี้ของสูททำให้รูปลักษณ์ของสูทเพรียวตามแนวไหล่ลู่ลงตามธรรมชาติของหัวไหล่และแขน เพราะฉะนั้นทรงหัวแขนก็จะไม่เป็นเหลี่ยมเป็นสันเท่ากับสูทสไตล์อังกฤษนั่นเอง นอกจากนี้ ความเบาสบายของแจ๊คเก็ตที่เปรียบเสมือนเพียงใส่แค่เสื้อเชิ้ตทับไปอีกครั้ง ซึ่งทำให้หลาย ๆ คน รวมถึง Decorum Tribune ที่หลงรักในสไตล์สูทแบบนี้ด้วย

สูท Irish Linen โดย Sartoria Raffaniello /Shirt โดย Kamakura Shirts/ Tie by Drake’s

กายวิภาคของสูทนีอาโปลีตาน (Neapolitan Tailoring Anatomy)

จุดสำคัญอีกจุดหนึ่งของสูทสไตล์นีอาโปลีตานนี้คือ “Drape Cut” ซึ่งมีลักษณะเกือบคล้ายเสื้อสูททรงลำลองหรือ Relax Fit ที่เราคุ้นหู โดยการตัดเย็บแบบนี้จะทำให้ช่วงอกมีลักษณะใหญ่และกว้างขึ้นสะท้อนกลิ่นอายแมสคิวลีนได้อย่างดี และข้อสำคัญด้านฟังก์ชั่นการใช้งานคือการตัดเย็บแบบนี้จะมีผ้าเหลืออยู่เล็กน้อยเพื่อให้ผู้สวมใส่ขยับเขยื้อนตัวได้อย่างอิสระและสะดวกมากขึ้น นอกจากนี้เรายังสามารถแยกจุดเด่นสำคัญของสูทสไตล์อิตาเลียนออกมาเป็นจุดๆ ได้ถึง 10 จุด ตามด้านล่างนี้เลยครับ

1. Shoulders หรือ ช่วงหัวแขนและไหล่

จุดนี้มีรายละเอียดย่อยๆ ลงไปอีกหลายจุดแต่เอกลักษณ์เด่นชัดที่สุดคือ เรื่อง Padding หัวไหล่ของสูทนีอาโปลีตาน ซึ่งส่วนมากใช้ Padding น้อยมากหรือแทบไม่ใช้เลย แต่ยังคงมี Wadding หรือเศษผ้าที่ไว้สำหรับประกอบหัวแขนเข้ากับตัวแจ๊คเก็ต

โดยลักษณะหัวแขนของแจ๊กเก็ตแบบอิตาเลียนจะมีหลักๆ ทั้งหมด 3 แบบ คือ  Spalla Camicia หรือ Shirt Shoulders, Con Rollino หรือ Roped Shoulders และ Open Seam จริงๆ แล้วลักษณะของหัวแขนไม่มีกฎกำหนดเฉพาะตายตัวขนาดนั้นครับ ส่วนมากเป็นความนิยมของชาวอิตาเลียนที่มักเลือกลักษณะให้สอดคล้องกับความต้องการตามวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการสูทหรือแจ๊กเก็ตออกแนวลำลองเป็น Sport Jacket ก็จะเลือกเป็นหัวแขนแบบ Shirt Shoulders แต่ถ้าอยากให้ทางการขึ้นก็จะเปลี่ยนเป็น Roped Shoulders ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องของรสนิยมและเป้าประสงค์ในการใช้งานส่วนตัวด้วยนะครับว่าคุณผู้อ่านจะเลือกแบบใด ซึ่งเราจะมาอธิบายความแตกต่างของหัวแขนแต่ละแบบกันต่อด้านล่างนี้ครับ

Spalla Camicia หรือ Shirt Shoulders นั้นมีเอกลักษณ์เด่นคือลักษณะริ้วเหมือนลายน้ำตกบริเวณช่วงแขนที่เรียกว่า “Grinze” ในภาษาอิตาเลียน นี่คืออีกหนึ่งรูปแบบความสวยงามของผู้หลงรักสูท โดยช่วงไหล่อันโดดเด่นนี้ถูกเรียกว่า Shirt Shoulders เนื่องจากการเย็บหัวแขนเหมือนการทำเสื้อเชิ้ต วิธีการคือช่างตัดเย็บจะนำส่วน Seam Allowance ของแขนเสื้อใส่เข้าในช่วงวงแขนของแจ๊กเก็ตทำให้หัวแขนเหมือนสอดเข้าใต้ช่วงไหล่ ซึ่งทำให้เกิดริ้วและช่วงบ่ากับหัวแขนเป็นเหมือนการตัดเย็บชิ้นเดียวกัน ด้วยรายละเอียดหัวแขนทั้งหมดทำให้แจ๊กเก็ตแบบนี้ดูลำลองที่สุดครับ

Spalla Camicia Shoulders
Spalla Camicia Shoulders

ไหล่แบบ Con Rollino หรือ Roped Shoulders นั้นเพิ่มความทางการให้กับเสื้อสูทขึ้นมาอีกนิดด้วยการเพิ่มเนินขึ้นมาตรงช่วงปลายหัวแขนให้เหมือน “Puff” หรือลักษณะแขนเสื้อที่พองบวมขึ้นมา จุดเด่นคือ รูปลักษณ์ที่ดูทางการขึ้นและยิ่งเสริมให้ดูหรูหราขึ้นอีกด้วยครับ โดยความพิเศษเหล่านี้เกิดจากวิธีการตัดเย็บที่แตกต่างกับหัวแขนเสื้อเชิ้ต ช่างจะทำการเย็บส่วนหัวแขนให้ Seam Allowance หรือเนื้อผ้าส่วนเผื่อสำหรับการตัดเย็บสอดเข้าไปใต้ส่วนหัวแขนของแขนเสื้อซึ่งจะทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าพัฟขึ้นมา และใช้ Wadding หลายชั้นเพื่อไม่ให้เกิดริ้วตรงหัวแขน ซึ่งต่างจากการทำหัวแขนแบบ Spalla Camicia ใครนึกภาพไม่ออกลองชมภาพแล้วจะเห็นว่าเหมือนปลายช่วงไหล่ของเสื้อนั้นสอดอยู่ใต้ช่วงปลายส่วนบนของแขนเสื้อนั่นเองครับ

ปิดท้ายด้วย ไหล่แบบ Open Seam ซึ่งหัวแขนแบบนี้จะดูเป็นธรรมชาติที่สุดในบรรดาทุกแบบ นั่นก็เพราะช่างนำ Seam Allowance ของทั้งแขนเสื้อและตัวเสื้อ (บริเวณบ่าและไหล่) มาประกบกันและทำการเข้าแขนซึ่งจะมีความเป็น “Natural Shoulders” หรือช่วงไหล่ที่ดูเหมือนผิวหนังชั้นที่ 2 ของท่านสุภาพบุรุษกันเลยทีเดียวครับ จุดเด่นสำคัญคือนอกจากจะดูเป็นธรรมชาติแล้ว คือการเย็บแบบนี้จะไม่ทำให้เกิดรอยหยักมากเท่า Shirt Shoulders และไม่ดูนูนขึ้นแบบ Roped Shoulders ซึ่งหัวแขนแบบธรรมชาตินี้เป็นสไตล์ที่ช่างสูทชาวอิตาเลียนส่วนมากนิยมใช้กันที่สุด ห้องเสื้อชื่อดังอย่าง Liverano & Liverano เองก็ทำวงแขน Open Seam แบบนี้ครับ

ทั้งนี้ หากสูทเป็นแบบดั่งเดิมหรือ Bespoke การเข้าหัวแขนของแจ๊คเก็ตจะทำด้วยมือ ซึ่งผลที่ได้คือการเคลื่อนไหวที่สบายกว่ามี Flexibility เมื่อเทียบกับสูทที่ทำด้วยเครื่องจักร สำหรับกระบวนการทำสูทนั้นการเข้าหัวแขนนี้ถือว่าเป็นกระบวนการที่ทำยากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว

2. Gorge Line

Gorge Line คือจุดเชื่อมต่อระหว่างส่วน Lapel และ Collar ซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดดึงดูดสายตาเวลามองเสื้อสูทที่สำคัญ เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าสูทสไตล์นีอาโปลีตานนี้มีส่วน Gorge Line ที่สูงกว่าสูทสไตล์อื่นๆ เอกลักษณ์ของห้องเสื้อบางแห่งอาจสูงถึงระดับหัวไหล่ ซึ่งจุด Gorge Line นี้เป็นจุดแรกๆ ในการดึงความสนใจเมื่อคนมองสูท ก็เพราะเราสามารถเห็นเอกลักษณ์จุดนี้ได้อย่างชัดเจน และลูกเล่นบริเวณ Gorge Line ก็สามารถช่วยเพิ่มมิติสายตาให้ช่วงตัวดูยาวขึ้นด้วยครับ

3. Lapel

Lapel หรือส่วนของปก ซึ่งแบ่งโดยลักษณะได้ทั้ง ปกป้าน (Notch Lapel) สำหรับสูท Single Breasted และปกแหลม (Peak Lapel) สำหรับสูท Double Breasted แต่เอกลักษณ์ของสูทสไตล์นีอาโปลีตานนั้นไม่ใช่แค่รูปทรงแต่ขนาดของปกที่ค่อนข้างใหญ่กว่าสูทสไตล์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแมสคิวลีนให้กับผู้สวมใส่ โดยมาทดแทนด้วยรูปทรงที่ดูผ่อนคลายลง ไม่มีเหลี่ยมโครงเท่าเสื้อสูทสไตล์อังกฤษ และเส้นมนโค้งในมุมของขอบปกซึ่งสะท้อนถึงงานฝีมือที่เครื่องจักรไม่สามารถทำได้

4. Sleeve Buttons หรือ กระดุมแขนเสื้อ

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ โดยสูทแบบนีอาโปลีตานแบบดั้งเดิมนั้นช่วงแขนจะมีกระดุมเพียงเม็ดเดียวเท่านั้น แต่สมัยนี้มีการปรับเปลี่ยนการเย็บกระดุมใหม่ เท่าที่เห็นหลักๆ คือกระดุมจำนวน 3-4 เม็ดเรียงรายอยู่ที่ปลายแขนเสื้อซึ่งส่วนมากเป็นการตัดเย็บแบบ “Surgeon Cuff” ที่สามารถกลัดหรือปลดกระดุมได้อย่างอิสระ แตกต่างจากสูททั่วไปที่กระดุมแขนเสื้อมักทำมาเพื่อตกแต่งให้สวยงามเท่านั้น

5. 3 Roll 2 Buttoning รูปแบบกระดุม 3 เม็ดที่มีไว้เพื่อติดแบบ 2 เม็ด

อีกจุดเด่นนึงของสูทสไตล์นี้ คือการทำกระดุมสูทแบบ 3 เม็ด แต่จริงๆ แล้วออกแบบมาให้ติดเพียงแค่เม็ดกลางเท่านั้น สรุปง่ายๆ คือ Buttoning Point หรือจุดกลัดจะอยู่ระดับเดียวกันกับสูทกระดุม 2 เม็ดทั่วไป

3 roll 2 Buttoning
3 roll 2 Buttoning มีสามกระดุมแต่ปกม้วนลงมาปิดที่กระดุมเม็ดที่ 2

6. Button Holes หรือ รังดุมของปก

รายละเอียดส่วนนี้เป็นรายละเอียดส่วนเล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม พอพูดคำว่าสูทอิตาเลียนคนอาจจะนึกว่าช่องกลัดกระดุมหรือรังดุมนั้นคนจะคิดว่าต้องเป็นแบบ “Milanese” แต่ความจริงรังดุมปกของสูทสไตล์นี้เป็นแบบธรรมดา แต่ทั้งนี้จะมีความหนามากกว่าและสั้นกว่า รังดุมแบบของอังกฤษครับ

7. Dart หรือ เกล็ด

เราจะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าแจ๊กเก็ตสไตล์นีอาโปลีตานจะมีการตีเกล็ดหรือสาบด้านหน้ายาวไล่ลงมาเพื่อให้เกิดรูปทรงอันสมดุลสำหรับช่วงอกของผู้สวมใส่โดยเฉพาะ เอกลักษณ์แบบนี้จะเห็นชัดเจนมากบริเวณด้านหน้าของเสื้อทั้งฝั่งซ้ายและขวาโดยเฉพาะสูทแบบฉบับดั้งเดิม บางทีเราอาจจะเห็นการตีเกล็ดยาวจนถึงปลายของชายแจ๊กเก็ตเลยทีเดียว

8. Canvas ผ้าสำหรับโครงสร้างด้านใน

ต้องบอกว่าคำว่า “Soft-Tailoring” ไม่ได้หมายถึงลุคที่ดูสบายอย่างเดียว แต่หมายถึงภายในตัวแจ๊กเก็ตจะใช้วัสดุแคนวาสจำพวก Haircloth เพื่อรักษาโครงเสื้อแจ๊กเก็ตเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับซับในหนาๆ ที่เคยเห็นจากสูทหลายแบบ นั่นคือ Domette นะครับ วัสดุ Domette จะเป็นชิ้นผ้าหนาๆ ที่ทำหน้าที่รักษาสภาพโครงเสื้อให้อยู่ทรงแข็งแรงแต่ข้อเสียหลักคือจะทำให้แจ๊กเก็ตมีน้ำหนักมากและผู้สวมใส่ร้อนนั่นเองครับ The Decorum Tribune มองว่า การทำแจ๊คเก็ตสไตล์นี้เป็นการสะท้อนถึงคุณลักษณะของผ้าที่เราเลือกมาจริงๆ เพราะมีเพียงแค่ Canvas กับผ้าที่เราเลือกเท่านั้น ไม่มีการใช้ผ้ากาวหรือผ้าสังเคราะห์อื่นๆ เข้ามาขั้นกลาง ดังนั้น หากเราเลือกผ้าที่บางๆ มีช่องให้อากาศทะลุ สไตล์การทำสูทแบบ Neapolitan ก็แสดงถึงคุณลักษณะของผ้าเราได้มากจริงๆ ซึ่งบางที The Decorum Tribune สังเกตว่า หลายๆ คนเลือกผ้าที่ราคาสูง แต่กลับถูกตัดเย็บด้วยกรรมวิธีการทำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งน่าเสียดายครับ

Canvassed suit structure
โครงสร้างของสูทที่ใช้แคนวาส กรรมวิธีที่ดีที่สุดในการผลิตสูท (สูทโดย Sartoria Dalcuore)

9. Drape Cut

หลังจากเราเกริ่นไปพอสมควรในช่วงต้นเกี่ยวกับ Drape Cut เราจะมาย้ำถึงเรื่องนี้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ผลผลิตด้านเสื้อผ้าของชาวอิตาเลียนแตกต่างจากฝีมือของชาวอังกฤษกันอีกครั้ง Drape Cut คือการสร้างโวลุ่มให้ช่วงอกของเหล่าสุภาพบุรุษโดยการตัดเย็บช่วงอกให้ขยายใหญ่เพิ่มความแข็งแรงแบบผู้ชายในอุมดคติและมีผ้าเหลือสำหรับขยับเขยื้อนตัวที่สบายมากขึ้น เมื่อมองกลับไปหาสูทแบบอังกฤษจะเห็นว่าส่วนหน้าอกจะแนบชิดติดกับเจ้าของเสื้อ จะไม่มีที่ว่างสำหรับเคลื่อนไหวได้อิสระเท่านี้ จุดนี้จึงเป็นเอกลักษณ์สำคัญของสูทสไตล์นีอาโปลีตานครับ

10. Jetted Pocket vs Patch Pockets

ตามรูป แจ๊คเก็ตสไตล์อิตาลีนั้นจะไม่นิยมทำแบบฝากปิด โดยส่วนมากถ้าเป็นสูทหรือแจ๊คเก็ตที่เป็นทางการขึ้นมาจะนิยมจะทำกระเป๋าแบบ Jetted Pocket คือเป็นเส้นเดียวครับ ส่วนกระเป๋าอีกแบบเรียกว่าสไตล์ Patch Pocket โดยมีรูปทรงเหมือนแก้วไวน์ซึ่งกระเป๋าแนวนี้เหมาะกับแจ๊คเก็ตที่ต้องการความ Casual โดยจะไม่นิยมนำมาตัดเป็นแจ๊คเก็ตคู่กับสูท

11. กระเป๋าอกแบบโค้ง Barchetta Pocket

กระเป๋าอกของสูทสไตล์ Neapolitan จะนิยมทำรูปแบบโค้งเหมือนท้องเรือ โดยจะเรียกว่า Barchetta Pocket

Our Thoughts

เรื่องรายละเอียดของเสื้อสูทแบบนีอาโปลีตานไม่ได้เป็นเรื่องเก่าและใหม่จนเกินไป แต่เป็นข้อมูลเหล่านี้จะอยู่เป็นหลักในการศึกษาเครื่องแต่งกายของสุภาพบุรุษตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและอนาคตเรื่อยไป ต่อไป ก็จะพิจารณาได้ว่า สไตล์สูทที่เราชอบนั้นเป็นแบบไหน มีความพิเศษแตกต่างจากสูทแบบอื่นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะได้ไปหาช่างสูทชำนาญในสไตล์นั้นๆ ได้ เราอยากจะปรับทัศนะคติของทุกคนว่า ช่างแต่ละคนก็มีความถนัดในแต่ละแบบ คงจะเป็นการยากหากจะให้ช่างที่ตัดแนวอังกฤษมาตัดสูทแนวอิตาลี หรือแนวอิตาลีมาตัดแนวอังกฤษ คอยติดตามความรู้ที่น่าสนใจกับเสื้อผ้า Classic กับ The Decorum Tribune ได้ในตอนหน้า แล้วพบกันครับ

Written by Nattanam Waiyahong
Edited by Pongsakorn (O)

Your cart

No products in the cart.