Necktie origin : ย้อนรอยประวัติศาสตร์เนกไทแบบเจาะลึก สมัยก่อนเนกไทเป็นเพียงผ้าผูกคอของทหารรับจ้างเท่านั้น!

วันนี้ The Decorum พร้อมพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปดูว่ากว่าจะมาเป็นเนกไทแบบปัจจุบัน แฟชั่นยุคเก่าหลงเหลืออะไรให้เราจดจำบ้าง วันนี้โลกของเนกไทจะเปิดออกและเหล่าสุภาพบุรุษที่เคยผูกเนกไทกันเป็นปกติในชีวิตประจำจะได้สัมผัสว่าแอ็กเซสเซอรี่ชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้นั้นน่าสนใจมากเลยจริงๆ ล่ะครับ
The Decorum Tie Collection

เหล่าสุภาพบุรุษทั่วโลกคงคุ้นเคยกับเนกไทเป็นอย่างดี แอ็กเซสเซอรี่ชิ้นพิเศษที่ใช้แมตช์กับเสื้อเชิ้ตตัวเก่งของผู้ชายได้หลายรูปแบบ ปัจจุบันเนกไทมีมากมายหลายแบบหลายสไตล์ แต่เราเชื่อว่าหลายคนไม่เคยรู้มาก่อนว่าจริงๆ แล้วเนกไทมีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร วันนี้ The Decorum พร้อมพาทุกคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปดูว่ากว่าจะมาเป็นเนกไทแบบปัจจุบัน แฟชั่นยุคเก่าหลงเหลืออะไรให้เราจดจำบ้าง วันนี้โลกของเนกไทจะเปิดออกและเหล่าสุภาพบุรุษที่เคยผูกเนกไทกันเป็นปกติในชีวิตประจำจะได้สัมผัสว่าแอ็กเซสเซอรี่ชิ้นสำคัญที่ขาดไม่ได้นั้นน่าสนใจมากเลยจริงๆ ล่ะครับ

แรกเริ่มเดิมทีเนกไทไม่ใช่ผ้าทอเส้นยาวมีลักษณะปลายสามเหลี่ยมแบบที่เราคุ้นตากันนะครับแต่จะมาในรูปแบบ Cravat เรื่องราวมันเริ่มขึ้นเมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ระหว่างสงคราม 30 ปีของฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ทรงจ้างทหารชาวโครแอตเพื่อรบให้กองทัพตนเอง เครื่องแบบของทหารเหล่านั้นมีการผูกผ้าบริเวณช่วงคออย่างพอดิบพอดี กษัตริย์แห่งฝรั่งเศสทรงโปรดผ้าบริเวณคอชิ้นนี้เป็นอย่างมากและทรงเรียกว่า “La Cravate” ซึ่งถือเป็นการนิยามประเภทผ้าผูกคอตระกูลเดียวกับเนกไทครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ลงบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร*

*หมายเหตุ: อาจมีบันทึกไว้ก่อนหน้านี้หรือต่างสถานที่กัน แต่ในสมัยนั้นฝรั่งเศสครองอำนาจและเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์กระแสหลัก ความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรจึงไม่ใช่แค่สู้รบครองเมือง แต่หมายถึงการจับจองวัฒนธรรมที่เห็นเป็นประจักษ์นั่นเอง

หลังจากผ้าผูกคอเป็นเพียงเครื่องแบบของทหารรับจ้างจากต่างแดนเพื่อรัดผูกแจ๊กเก็ตให้ทั้ง 2 ด้านไม่หลุดออกจากกัน ณ ตอนนั้นผ้าผูกคอจึงเป็นแฟชั่นไอเท็มชิ้นสำคัญ พระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ทรงโปรดมากเสียจนมีคนเริ่มพัฒนาปรับแต่งให้การผูกผ้ามีมิติที่หลากหลายมากขึ้น และแล้วเทรนด์แฟชั่นก็เกิดขึ้นจริงจังมากเพราะพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ขณะทรงพระเยาว์ทรงเริ่มเลือกฉลองพระองค์ที่มีเพิ่มการผูก Cravat เข้ามา ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้ผ้าผูกคอดังเป็นพลุแตก เหล่าหญิงชายทั่วอาณาจักรฝรั่งเศสแห่กันจัดแต่งความสวยงามช่วงคอกันอย่างต่อเนื่องเลยล่ะครับ มากไปกว่านั้นยังมีการพัฒนาการสวมใส่หลายรูปแบบมากขึ้นเช่นการสวมให้ปลายผ้าลอดผ่านกระดุมหรือที่เรียกว่า “Steinkirk” และต่อมามี “Stocks Tie” เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการปรับรูปแบบของไอเท็มสำหรับผูกบริเวณช่วงคออีกขั้นตอนหนึ่งจนออกมามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในสมัยนั้นยิ่งดูล้ำนำเทรนด์มากเลยครับ

เกร็ดความรู้: Stocks Tie นั้นแรกเริ่มเดิมทีปรับมาจากแผงหนังชิ้นหนาเพื่อปกป้องบริเวณขณะออกรบ แต่เมื่อเทรนด์แฟชั่นผ้าผูกคอมาแรง คนภายนอกกองทัพก็นำไอเดียของแผงหนังมาปรับใช้เป็นผ้าแทน จนตอนนี้กลายเป็นผ้านับแต่นั้นเป็นต้นมา

ต่อมาเนกไทก็ได้รับความนิยมอย่างมากและแพร่กระจายอิทธิพลไปทั่วภาคพื้นยุโรปเลยล่ะครับตัวอย่างเช่นปี 1880 มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดมีการคิดเนกไทสถาบันเป็นครั้งแรกด้วยการนำผ้าบริเวณหมวกมาผูกคอเป็นสัญลักษณ์เครื่องแบบสถาบัน เวลาผ่านไปไม่นานอังกฤษจึงกลายเป็นสถานที่ที่มาการบันทึกประวัติศาสตร์เรื่องเนกไทมากกว่าฝรั่งเศสไปโดยปริยาย เพราะมีการกล่าวอ้างว่าเนกไทลวดลายต่างๆ (สมัยก่อนเป็นสีเรียบ) แบบที่เป็นรากฐานของเนกไทยุคปัจจุบันเริ่มผลิตครั้งแรกที่เมืองแม็คเคิลส์ฟิลด์ และชาวอังกฤษเองก็นิยมเนกไทเป็นอย่างมาก ไม่ใช่แค่กับชนชั้นสูงนะครับ แต่ชนชั้นกลางก็มองว่าเนกไทคือสิ่งของมีคุณค่าสะท้อนชีวิตที่ประสบความสำเร็จนั่นเอง

พออังกฤษเริ่มนิยมการผูกเนกไทมากขึ้นยุค 1920s ฝั่งอเมริกาเริ่มเข้ามาอยู่ในบันทึกประวัติศาสตร์อย่างมีนัยยะสำคัญ ชื่อ “Jesse Langsdorf” หนุ่มจากนิวยอร์กกลายเป็นบุคคลสำคัญของวงการเนกไทเพราะเขาคือผู้คิดค้น “Langsdorf Tie” ต้นแบบของเนกไทยุคใหม่ที่มีองค์ประกอบคล้ายคลึงกับเนกไทในปัจจุบันมากที่สุด มีการแบ่งเนกไทออกเป็น 3 ส่วนและค่อยตัดเย็บเข้าด้วยกัน หลังจากนี้เนกไทจะไม่ใช่แค่ผ้าผืนเดียวอีกต่อไปครับ และยิ่งประกอบกับเทคนิคการผูกแบบ “Four-in-hand” ที่กำเนิดมาก่อนหน้านี้ระยะหนึ่ง ยิ่งทำให้การผูกไทง่ายขึ้น และด้วยเนกไทแบบใหม่นี้ทำให้มีการคิดค้นการผูกเพื่อเสริมลูกเล่นมากยิ่งขึ้นด้วยครับ พอเข้ายุค 1930s ดยุกแห่งวินด์เซอร์ทรงคิดค้นการผูกไทแบบ “Windsor Knot” ขึ้น และนี่ทำให้บรรทัดฐานการผูกไทเริ่มมีหลายกฎเกณฑ์มากขึ้น เนกไทแบบวินด์เซอร์จะผูกเงื่อนค่อนข้างใหญ่ ตัวเนกไทจะสั้นลงเล็กน้อย นอกจากนี้เนกไทช่วงในยุคนี้ก็เต็มไปด้วยสีสันและลวดลายต่างๆ มากขึ้นด้วยครับ

พลวัติของเนกไทมีการวนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆตั้งแต่ความจัดจ้านของลวดลายสีสันไปจนถึงเส้นเนกไทขนาดใหญ่แต่พอยุค 1950s กลับตรงกันข้าม เนกไทเกือบหายไปจากสังคมเลยก็ว่าได้ครับ เสื้อแจ๊กเก็ตหนังและเสื้อยืดคือไอเท็มยอดฮิตของวัยรุ่นยุคนั้น เนกไทหน้ากว้างจึงไม่อินเทรนด์อีกต่อไป เหลือเพียง “Skinny Tie” ที่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นในช่วงยุคเดียวกันนั่นเองครับ นี่คือความสนุกของโลกแฟชั่นเพราะหลังจากเนกไทเส้นเล็กสุดขีด ยุค 1960s เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ “Kipper Tie” ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับเทรนด์การสวมใส่แบบ “SIXTIES” นำโดย The Beatles ช่วงนี้เองที่เนกไทกลับเข้าสู่สารบบแฟชั่นของเหล่าสุภาพบุรุษทั่วโลกอีกครั้ง ขนาดมหึมาของแอ็กเซสเซอรี่ชิ้นอมตะนี้ยังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในทศวรรษต่อมา แต่ก็ตีคู่สูสีมากับแอ็กเซสเซอรี่สำหรับช่วงคอมาแรงอย่าง “Bolo Tie” ที่สะท้อนวัฒนธรรมฮิปปี้ได้เป็นอย่างดี

พอก้าวเข้าสู่อีกหนึ่งทศวรรษเนกไทแบบหน้ากว้างยังไม่เสื่อมความนิยมมีเหล่าดาราและเซเลบริตี้สวมใส่มากมายและเนกไทเส้นจิ๋วก็กลับมาอีกครั้งในรูปแบบเนกไทหนังหากนึกภาพไม่ออกนะครับว่าเนกไทหนังเส้นจิ๋วเป็นอย่างไรให้ลองดูเนกไทเข้าชุดสูทของแบรนด์ Saint Laurent ยุค Hedi Slimane ครับ หลังจากนั้นเริ่มเข้าสู่ 1990s เนกไทตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปคือเนกไทแบบในปัจจุบัน จะมีความแตกต่างกันตรงความกว้างของหน้าเนกไทที่ค่อยๆ ลดลงแต่ยังคงมาตรฐานไว้ที่ประมาณ 2.75 – 3.75 นิ้วครับ ซึ่งถือกว่ามีความหลากหลายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ความหลากหลายนี่ล่ะครับที่ทำให้เนกไทไม่ใช่เครื่องบ่งบอกเซนส์ด้านแฟชั่นหรือสถานะทางสังคมได้อย่างหมดจดอีกต่อไป ผู้คนไม่ได้เชิดชูเนกไทเท่ายุคดั้งเดิม แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายนะครับ เพราะในปัจจุบันการสวมเสื้อเชิ้ตผูกเนกไทยังถือว่าเป็นชุดสุภาพแลดูมีภูมิฐานและเสริมบุคลิกได้อย่างดีเช่นเดิม

แน่นอนว่าเมื่อพูดถึงเนกไทจะไม่พูดถึงลวดลายคงไม่ได้การทอผ้าลายต่างๆยังคงเป็นที่นิยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งลายไพสลีย์ลายดอกไม้ลายเส้นขวางรวมถึงการสอดแทรกสีบนสีเรียบอีกด้วยแต่สิ่งที่ค่อยๆหายไปจริงๆคือ “Cravat” และ “Ascot Tie” ซึ่งถือเป็นเนกเดรสยุคเก่าไปเสียแล้ว ตอนนี้เนกไทไม่จำเป็นต้องผูกเข้ากับชุดสูทเต็มยศ การสวมเสื้อเชิ้ตพร้อมผูกเนกไทก็ถือเป็นลุคที่น่าสนใจไม่น้อย ไม่จำเป็นต้องสีเรียบชนสีเรียบด้วยซ้ำ ความสนุกของแฟชั่นคือการผสมผสานและเราจะเห็นว่าบางคนหยิบเอาเสื้อผ้าคอตตอนสีชมพูมาแมตช์กับเนกไทลายขวางก็ดูน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะตกยุค เชย หรือเฉิ่มอีกต่อไป โลกของเนกไทยุคใหม่คือการเปิดกว้างให้เหล่าสุภาพบุรุษได้ออกแบบการนำเสนอตัวตนได้อย่างอิสระผ่านการผูกแอ็กเซสเซอรี่ช่วงคอไม่กี่ขั้นตอน หากใครยังไม่คุ้นชินกับการผูกเนกไทเพราะยังเคอะเขินอยู่ ลองเปิดใจดูครับแล้วจะรู้ว่าเนกไทไม่ใช่แอ็กเซสเซอรี่ชิ้นใส่ยากอีกต่อไปแน่นอนครับเรารับประกัน

คอยติดตามความรู้ที่น่าสนใจจากหัวใจเหล่าสุภาพบุรุษ กับ The Decorum Tribune ได้ในตอนหน้า หากท่านใดสนใจเนกไทคุณภาพสูงหลากหลายดีไซน์ สามารถเข้ามาลองและปรึกษาได้ที่ The Decorum หรือสั่งซื้อออนไลน์ด้ที่ Online Shop

Your cart

No products in the cart.